" />" />
Tags: ข้าว, ปุ๋ย ยา, เคมีเกษตร, โรคข้าวหลักการป้องกันกำจัดโรคข้าว ดังนี้
1. หลีกเลี่ยงพืชไม่ให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมต่อการเกิดโรค (Avoidance)
ได้แก่ การเลือกปลูกพืชในเวลาหรือพื้นที่ที่ ไม่เหมาะต่อเชื้อสาเหตุโรค เช่น ทำให้เชื้อสาเหตุโรคไม่มีประสิทธิภาพ หรือไม่มีความสามารถ เข้าทำลายพืชได้หรือเลือกเวลาและพื้นที่ที่ไม่มีประชากรของเชื้อสาเหตุโรคหรือหายาก2. การกีดกันหรือป้องกันไม่ให้เชื้อสาเหตุโรคเข้ามาในบริเวณที่ไม่เคยมีโรคมาก่อน (Exclusion) ได้แก่ การตรวจหาเชื้อโรคจากส่วนของพืชที่นำมาใช้เป็นส่วนขยายพันธุ์ เช่น เมล็ด และกิ่งพันธุ์หากพบเชื้อโรคให้กำจัดหรือฆ่าเชื้อโรค ก่อนนำไปปลูก
3. การลดปริมาณหรือทำลายประชากรเชื้อโรคในพื้นที่ปลูก (Eradication)
เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน การกำจัด พืชอาศัยของเชื้อโรค การกำจัด เศษซากพืชที่เป็นโรค การฆ่าหรือทำลายประชากรเชื้อโรค โดยการใช้สารป้องกัน กำจัดโรคพืช หรือใช้ความร้อน หรือการเผาพืชที่เป็นโรค4. การป้องกันส่วนของพืชไม่ให้ถูกเชื้อโรคเข้าทำลาย (Protection) เช่น ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชฉีดพ่นส่วนของพืชเพื่อป้องกันพืชไม่ให้ถูกเชื้อโรค เข้าทำลาย โดยสารป้องกันกำจัดโรคพืชจะทำให้เชื้อโรคพืชหมดความสามารถในการเข้าทำลายพืช
5. การปลูกพืชโดยใช้พันธุ์พืชที่ต้านทานโรค (Disease resistance) เมื่อเชื้อสาเหตุโรคเข้าทำลายพืช ที่มีคุณสมบัติต้านทานต่อโรคจะทำให้เชื้อโรคนั้นลดประสิทธิภาพในการเข้าทำลายพืชได้ อาจเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงขบวนการทางสรีรวิทยาของพืช หรือ พืชมีโครงสร้างธรรมชาติที่สามารถต่อต้านการเข้าทำลายของเชื้อโรคได้
6. การรักษาพืช (Theryapy) เพื่อลดความรุนแรงของโรค ในพืชที่ถูกเชื้อเข้าทำลายแล้วโรค Tungro (Rice Tungro)
เชื้อสาเหตุ
เกิดจากเชื้อไวรัส โดยมีเพลี้ยจักจั่นสีเขียวเป็นพาหะในการระบาดของโรคลักษณะอาการ
ต้นข้าวเตี้ยแคระ ต้นข้าวมีการแตกกอลดลง ใบมีสีเหลืองถึงสีเหลืองส้ม
การป้องกันกำจัด
1.จัดการกับแมลงพาหะโดยเมื่อพบเพลี้ยจักจั่นสีเขียว จำนวน 5 ตัวต่อข้าว 1 กอ ต้องทำการกำจัดก่อนพบการระบาดของโรค โดย การใช้สารเคมี ตามที่ระบุ
2. นำต้นเป็นโรคออกจากแปลงโรคไหม้(Rice Blast)
เชื้อสาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Pyricularia grizea
ลักษณะอาการ
ระยะกล้า
ใบมีแผลจุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตา มีสี เทาอยู่ตรงกลางแผล ความกว้าง ของแผลประมาณ 2-5 มม. และความยาวประมาณ 10-15 มม. แผลสามารถ ขยายลุกลามและกระจายทั่วบริเวณใบ ถ้าโรครุนแรง กล้าข้าวจะแห้งฟุบตาย อาการคล้ายถูกไฟไหม้ระยะแตกกอ
พบอาการที่ใบ ข้อต่อของใบ และข้อต่อของลำต้น ขนาดแผลจะใหญ่กว่าที่พบในระยะกล้า แผลจะลุกลามติดต่อกันได้ ที่บริเวณ ข้อต่อ ใบจะมีลักษณะ แผลช้ำ สีน้ำตาลดำ และมักหลุดจากกาบใบเสมอ
ระยะออกรวง
พบอาการที่คอรวง ถ้าข้าวเริ่มให้รวง เมื่อถูกเชื้อราเข้าทำลาย เมล็ดจะลีบหมด แต่ถ้าเป็นโรค ตอนรวงข้าวแก่ใกล้ เก็บเกี่ยว จะปรากฏรอยแผลช้ำสีน้ำตาลที่บริเวณ คอรวง ทำให้เปราะ หักง่าย รวงข้าวร่วงหล่นเสียหาย มาก การแพร่ระบาด พบโรคในแปลง ที่ต้นข้าวหนา แน่น ทำให้อับลม ถ้าใส่ปุ๋ยสูงและมีสภาพแห้งในตอน กลางวันและชื้นจัดในตอน กลางคืน ถ้าอากาศค่อนข้าง เย็น อุณหภูมิ ประมาณ 22-25 องศาเซลเซียสการแพร่
ลมแรงจะช่วยให้ โรค แพร่กระจายได้ดีเชื้อราสามารถติดไปกับเมล็ดข้าว แพร่กระจายไปตามดิน น้ำ ลมการป้องกันกำจัด
ใช้พันธุ์ต้านทานโรค เช่น สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี 90 ชัยนาท 1และ คลองหลวง 1หว่านเมล็ดพันธุ์ในอัตราที่เหมาะสม คือ 15-20 กก. / ไร่ ควรแบ่งแปลงให้มีการ ระบายถ่ายเทอากาศดี และไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูงเกินไป ถ้าถึง 50 กก. / ไร่ โรคไหม้จะ พัฒนาอย่างรวดเร็ว คลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น คาซูมิน 3 กรัม โพรคลอราช 2-3 กรัม ต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม ในแหล่งที่เคยมีโรคระบาด ควรฉีดพ่นสารป้องกัน กำจัดเชื้อราตามอัตราที่แนะนำต่อน้ำ 20 ลิตร เช่น คาซูกะมัยซิน 20 กรัม อิดีเฟนฟอส 25-30 ซีซี คาร์เบนดาซิม 16 – 20 กรัม ไอโซโปรไธโอเลน 40 ซีซี
โรคกาบใบแห้ง (Sheath Blight)
เชื้อสาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Rizoctonia solani
พบในระยะข้าวแตกกอจนถึงใกล้ระยะเก็บเกี่ยว ในอดีตโรคนี้แพร่ ทำลายข้าวเป็นหย่อมๆไม่ค่อยลุกลาม เป็นพื้นที่กว้างขวางนัก เนื่องจากในปัจจุบันมีการใช้ข้าวพันธุ์ดี แพร่หลายและมีการใส่ปุ๋ยสูง พบว่า โรคนี้ ระบาดลุกลามหนาตา และทำลายเป็นเนื้อที่ติดต่อกัน กว้างขวางมาก ขึ้น ๆ โดยเฉพาะในแปลง ที่ถูกเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเข้าทำลาย โรคนี้จะซ้ำเติมได้ง่ายลักษณะอาการ
ลักษณะแผลสีเขียวปนเทา ปรากฏตามกาบใบตรงบริเวณใกล้ ระดับน้ำ แผลจะลุกลามขยายใหญ่ขึ้นจนมีขนาดไม่จำกัด และลุกลามขยายขึ้นถึงใบข้าว ยิ่งต้นข้าวมีการแตกกอมากเท่าใด ต้นข้าวก็จะเบียดเสียดกันมากขึ้น อาการของโรคจะรุนแรง ถ้าเป็นพันธุ์ข้าวที่อ่อนแอ แผลสามารถลุกลามถึงใบธงและ กาบหุ้มรวงข้าว ทำให้ใบและกาบใบเหี่ยวแห้งผลผลิตจะ ลดลงอย่างมากการแพร่ระบาด
เชื้อสามารถสร้างเม็ดขยายพันธุ์ มีรูปร่างคล้ายเมล็ดผักกาดอยู่ได้นานในตอซังหรือ
วัชพืชในนาตามดินนาและมีชีวิตข้ามฤดูหมุนเวียนทำลายข้าวได้ตลอดฤดูกาลทำนาการป้องกันกำจัด
1. หลังเก็บเกี่ยวข้าว และเริ่มฤดูใหม่ ควรพลิกไถหน้าดินเพื่อทำลายเม็ดขยายพันธุ์ ของเชื้อรา
2. กำจัดวัชพืชตามคันนาและแหล่งน้ำ เพื่อลดโอกาสการฟักตัวและเป็นแหล่งสะสม ของเชื้อราสาเหตุโรค
3. ใช้ชีวภัณฑ์ บาซิลลัส ซับทิลิส ( เชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ ) ตามอัตราที่ระบุ
4. ใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อรา ตามอัตราที่แนะนำต่อ น้ำ 20 ลิตร
อิดิเฟนฟอส อัตรา 30 มล. วาลิดาไมซิน อัตรา 30 มล. เบโนมิล อัตรา 30 กรัม
โดยพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรานี้ในบริเวณที่เริ่มพบโรคระบาด ไม่จำเป็นต้องพ่นทั้งแปลง เพราะโรค กาบใบแห้งจะเกิดเป็นหย่อม ๆโรคใบจุดสีน้ำตาล (Brown spot)
เชื้อสาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Bipolaris oryzae
(Helminthosporium oryzae)เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา พบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของข้าว ตั้งแต่ระยะกล้าจนถึงข้าวออกรวง โรคนี้จะเกิดซ้ำเติมรุนแรงกับข้าวที่เป็นโรคใบสีส้ม ที่เกิดจากเชื้อไวรัส โดยมีเพลี้ยจักจั่นสีเขียวเป็นพาหะ
ลักษณะอาการ
ในระยะแตกกอ มีแผลที่ใบข้าว ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาล รูปกลมหรือรูปไข่ ขอบนอกสุดของแผลมีสีเหลือง ขนาดแผลที่มีบางครั้ง พบแผลไม่เป็นวงกลมหรือรูปไข่ แต่จะเป็นรอยเปื้อนคล้ายสนิม กระจัดกระจายทั่วไปบนใบข้าว
ในระยะออกรวง มีแผลบนเมล็ดข้าวเปลือก ( โรคเมล็ดด่าง ) บางแผลมีขนาดเล็ก บางแผลอาจใหญ่คลุมเมล็ดข้าวเปลือก ทำให้เมล็ดข้าวเปลือกสกปรก เสื่อมคุณภาพ เมื่อนำไปสีข้าวสาร จะหักง่ายการแพร่ระบาด
เกิดจากสปอร์ของเชื้อราปลิวไปตามลม และติดไปกับเมล็ด
การป้องกันกำจัด
- ใช้พันธุ์ต้านทานที่เหมาะสมกับสภาพท้องที่ และโดยเฉพาะพันธุ์ ที่มีคุณสมบัติต้านทานโรคใบสีส้ม เช่น ภาคกลางใช้พันธุ์ปทุมธานี 1 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้พันธุ์เหนียวสันป่าตอง
และหางยี 71
- เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ดินโดยการปลูกพืชปุ๋ยสดหรือปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อช่วยลดความรุนแรงของโรค
- ใส่ปุ๋ยโปแตสเซียมคลอไรด์ (0-0-60 ) อัตรา 5-10 กิโลกรัม / ไร่ ช่วยให้ ข้าวเป็นโรคน้อยลง
- คลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น แมนโคเซ็บ หรือ คาร์เบนดาซิม+แมนโคเซ็บ อัตรา 3 กรัม / เมล็ด 1 กิโลกรัม
- กำจัดวัชพืชในนา ทำแปลงให้สะอาด และใส่ปุ๋ยในอัตราที่เหมาะสม- ถ้าพบอาการของโรคใบจุดสีน้ำตาลรุนแรงทั่วไป 10 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ใบ ในระยะข้าวแตกกอ ใน ระยะที่ต้นข้าวตั้งท้องใกล้ออกรวง หรือเมื่อพบอาการใบจุดสีน้ำตาลที่ใบธงในสภาพฝนตกต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดโรคเมล็ดด่าง ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา ตามอัตราต่อน้ำ 20 ลิตร เช่น อิดิเฟนฟอส 30 ซีซี แมนโคเซ็บ 50 กรัม หรือ คาร์เบนดาซิม 10 ซีซี + แมนโคเซ็บ 40 กรัม
โรคขอบใบแห้ง (Bacteria Leaf Blight)
เชื้อสาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas oryzae pv oryzae
(Xanthomonas campestris pv oryzae )เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย พบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของข้าว ตั้งแต่ระยะกล้าจนถึงข้าวออกรวง
ลักษณะอาการ
• ต้นกล้าก่อนนำไปปักดำจะมีจุดเล็ก ๆ ลักษณะแผลช้ำที่ขอบใบของใบล่าง ต่อมาประมาณ 7-10 วัน จุดช้ำนี้จะขยายกลายเป็นทางสีเหลืองยาวตามใบข้าว ใบที่เป็นโรคจะแห้งเร็ว และสีเขียวจะจางลงเป็นสีเทา ๆ
อาการในระยะ ปักดำจะแสดงหลังปักดำแล้วหนึ่งเดือนถึงเดือนครึ่ง ใบที่เป็นโรคขอบใบมีรอยขีดช้ำ ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ที่แผลมี หยดน้ำสีครีมขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด คือ เชื้อแบคทีเรียที่ออกมาจากแผล ต่อมาจะกลายเป็นสีน้ำตาล และหลุดไปตามลม น้ำหรือฝน ซึ่งจะทำให้โรคสามารถระบาดต่อไปได้ แผลจะขยายไปตามความยาวของใบ บางครั้งขยายเข้าไปข้างในตามความกว้างของใบ ขอบแผลมีลักษณะเป็นขอบลายหยัก แผลนี้ เมื่อนานไปจะเปลี่ยนเป็นสีเทา ใบที่เป็นโรค ขอบใบจะแห้งและม้วนตามความยาว ในบางกรณีที่เชื้อมีปริมาณมากเข้าทำลายทำให้ท่อน้ำ ท่ออาหารอุดตัน ต้นข้าวทั้งต้นจะเหี่ยวเฉาและตายโดยรวดเร็วเรียกอาการของโรคนี้ว่า ครีเสกการแพร่ระบาด
• ไปกับน้ำ ในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง ในสภาพที่มีฝนตก ลมพัดแรง จะช่วยให้โรคแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางรวดเร็ว
การป้องกันกำจัด
- ใช้พันธุ์ต้านทาน เช่น ภาคกลางใช้พันธุ์ สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี 90 สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 และ กข 23
- ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากในดินที่อุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว
- ไม่ควรระบายน้ำจากแปลงที่เป็นโรคไปสู่แปลงอื่น
- ควรเฝ้าระวังการเกิดโรคถ้าปลูกข้าวพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคนี้ เช่น พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 กข 6 เหนียวสันป่าตอง พิษณุโลก 2
- ในกรณีที่ปลูกข้าวพันธุ์ไม่ต้านทานต่อโรค ควรเฝ้าระวังการเกิดโรค และใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช
เสตร็พโตมัยซินซัลเฟต + ออกซีเตทตราไซคลินไฮโดรคลอร์ไรด์ หรือ
คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ หรือ ไอโซโพรไทโอเลน เมื่อเริ่มพบอาการของโรคบนใบข้าว

Categories
Tag Cloud
Blog RSS
Comments RSS
Last 50 Posts
Back
Back
Void « Default
Life
Earth
Wind
Water
Fire
Light 